ผู้หญิงที่มาด้วยอาการร้อนวูบวาบ นอนไม่หลับ อารมณ์แปรปรวน และประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ มักคาดหวังว่าผลเลือดจะให้คำตอบ บางครั้งช่วยได้ แต่บ่อยครั้งช่วยไม่ได้ และการรู้ว่าตัวเองอยู่ในกรณีไหนช่วยประหยัดทั้งเงินและความหงุดหงิด
ปัญหาคือฮอร์โมนช่วงใกล้หมดประจำเดือนแกว่งมาก ไม่ใช่แค่เดือนต่อเดือน แต่สัปดาห์ต่อสัปดาห์ ค่า FSH หรือเอสตราไดออลครั้งเดียวจึงเป็นภาพนิ่งของสิ่งที่กำลังเคลื่อนไหว และผลปกติในวันที่ค่าบังเอิญปกติ ไม่ได้แปลว่าไม่ได้อยู่ในช่วงใกล้หมดประจำเดือน ด้วยเหตุนี้แนวทางส่วนใหญ่จึงระบุว่าในผู้หญิงอายุเกิน 45 ปี การวินิจฉัยอาศัยอาการและรูปแบบรอบเดือน ไม่ใช่ผลเลือด
กรณีที่การตรวจมีประโยชน์จริง ได้แก่ อายุต่ำกว่า 40 ปี ซึ่งต้องแยกภาวะรังไข่หยุดทำงานก่อนวัยและผลมีผลต่อการดูแลอย่างมาก อายุ 40–45 ปี ซึ่งช่วยเพิ่มข้อมูล เมื่ออาการอาจเกิดจากสาเหตุอื่น โดยเฉพาะไทรอยด์และภาวะโลหิตจาง ซึ่งทำให้อ่อนเพลียและอารมณ์เปลี่ยนได้เช่นกันและรักษาได้ และเมื่อมีการตัดสินใจเฉพาะเรื่องที่ต้องอาศัยผลนั้น
สิ่งที่มีประโยชน์กว่าที่หลายคนคิดคือบันทึกอาการและรอบเดือน วันที่ของประจำเดือนครั้งหลัง ๆ อะไรเปลี่ยนไปและเปลี่ยนเมื่อไร การนอน และอาการแต่ละอย่างเป็นอย่างไรตลอดเดือน บอกแพทย์ได้มากกว่าผลตรวจครั้งเดียวในวันที่สุ่มมา
อีกเรื่องที่ควรแยกคืออาการใดเกี่ยวกับฮอร์โมนและอาการใดไม่เกี่ยว ช่องคลอดแห้ง ปวดปัสสาวะกะทันหัน และเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ มักเกี่ยวกับฮอร์โมนและมักรักษาได้ แต่มักไม่ถูกเล่า เพราะคิดว่าเป็นคนละปัญหาหรือไม่สำคัญพอจะพูดถึง
ควรพบแพทย์หากประจำเดือนหมดก่อนอายุ 45 ปี มีเลือดออกมากหรือออกระหว่างรอบ อาการรบกวนการทำงานหรือการนอน หรือต้องการปรึกษาทางเลือกต่าง ๆ รวมถึงทางเลือกที่ไม่ใช่ฮอร์โมน ความเหมาะสมพิจารณาเป็นรายบุคคลหลังการตรวจ